Make your own free website on Tripod.com

1. โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริเศรษฐกิจแบบพอเพียงเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดสุรินทร์
          จังหวัดสุรินทร์ มีประชากรมากเป็นอันดับ 9 ของประเทศ ในจำนวนนี้ร้อยละ 52 เป็นผู้อยู่ในวัยแรงงานพื้นฐานด้านเศรษฐกิจที่สำคัญของจังหวัดสุรินทร์ คือการเกษตรจากพื้นที่ของจังหวัดประมาณ 5,077,535ไร่เป็นพื้นที่เพื่อการเกษตรประมาณ 3,631,421ไร่ซึ่งเป็นพื้นที่ทำนา 3,126,747 ไร่หรือร้อยละ 86 พื้นที่ทำไร่ประมาณ 178,397 ไร่ หรือร้อยละ 4.5 พื้นที่ปศุสัตว์ 153,808 ไร่ หรือร้อยละ 4.2 พื้นที่ปลูกไม้ผล 100,218 ไร่หรือร้อยละ 2.7และพื้นที่ปลูกพืชผัก 17,488 ไร่ หรือร้อยละ 0.48 มีรายได้เฉลี่ยต่อคนต่อปีเท่ากับ 19,719 บาท (ข้อมูล ปี 2539) จัดเป็นอันดับที่ 75 ของประเทศและจากสภาวะวิกฤติเศรษฐกิจตกต่ำ ทำให้จังหวัดสุรินทร์ ได้รับผลกระทบอย่างมาก(เมื่อพิจารณาในแง่มวลรวมของปัญหาอันเนื่อง จากจำนวนประชากรที่มีจำนวนมาก) อย่างไรก็ดี โดยที่จังหวัดสุรินทร์ มีศักยภาพที่สามารถพัฒนาด้านการเกษตรได้ และมีผู้นำภูมิปัญญาชาวบ้าน   เช่นมหาอยู่สุนทรชัย อาจารย์เกื้อ วงษ์บุญ หลวงพ่อนาน ฯลฯ ซึ่งได้ดำเนินกิจการตามแนวทางเศรษฐกิจแบบพอเพียงและส่งสมความรู้ ถ่ายทอด ประสบการณ์ให้แก่ผู้ที่สนใจมาเป็นเวลานาน นับเป็นต้นทุนการพัฒนาที่สำคัญของจังหวัด ดังนั้นเพื่อเป็นการสร้างเอกภาพและองค์รวมในการ ปฏิบัติภายใต้แนวคิดโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริเศรษฐกิจแบบพอเพียง ฯ และแนวคิดเศรษฐกิจชุมชนพึ่งตนเองที่ดำเนินการกระจัดกระจาย ในส่วนราชการและองค์กรพัฒนาเอกชนต่าง ๆ ในลักษณะการระดมสรรพกำลังให้เกิดพลังในการพัฒนาอย่างสูงสุด และเพื่อผสานศักยภาพ แห่ง ปราชญ์ชาวบ้านผู้นำภูมิปัญญาท้องถิ่นตลอดจนเพื่อน้อมนำแนวพระราชดำริเศรษฐกิจแบบพอเพียงอันเป็นทิศทางที่ถูกต้องแห่งการพัฒนาเพื่อสร้าง ความพอเพียงความพออยู่พอกิน และความอยู่ดีมีสุข ให้บังเกิดแก่พี่น้องประชาชนชาวสุรินทร์ จึงได้ดำเนินโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เศรษฐกิจแบบพอเพียงเฉลิมพระเกียรติจังหวัดสุรินทร์ ขึ้น โดยมีมาตรการ ดังนี้
             1. โครงการสุรินทร์ เมืองเกษตรอินทรีย์ ปลอดสารเคมีและสารพิษ พ.ศ. 2542 - 2549 ประกอบด้วย การเกษตรผสมผสาน/ทฤษฎีใหม่ การฟื้นฟูดินโดยปุ๋ยอินทรีย์ การใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม การจัดตั้งศูนย์ศึกษาและพัฒนาการเกษตร การจัดการกลุ่มอาชีพและแปรรูปสินค้า ฯลฯ
             2. การบริหารจัดการกลุ่มออมทรัพย์
             3. การพัฒนาแห่งน้ำขนาดเล็กที่ประชาชนมีส่วนร่วม
             4. การพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ธรรมชาติ วัฒนธรรมและชุมชนโบราณ
             5. ลานค้า ร้านค้า การตลาด และการบริโภคสินค้าชุมชน
             6. การแพทย์แผนไทย และสมุนไพร

2. โครงการสุรินทร์เมืองเกษตรอินทรีย์ ปลอดสารเคมีและสารพิษ พ.ศ. 2542 - 2549
          สืบเนื่องจากโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริเศรษฐกิจแบบพอเพียงเฉลิมพระเกียรติจังหวัดสุรินทร์ซึ่งนับเป็นนโยบายหลักในการดำเนิน การพัฒนาจังหวัด ประกอบกับระบบการเกษตรที่ได้รับอิทธิพลจาก"การปฏิวัติเขียว"ทำให้เปลี่ยนแปลงระบบการเกษตรแบบดั่งเดิมเป็นระบบการ เกษตรเคมีที่ในปัจจุบันเป็นที่ยอมรับว่าเป็นแบบการเกษตรที่ต้นทุนการผลิตด้านเกษตรกรรมสูงขึ้นผลผลิตได้ไม่เพียงพอกับต้นทุนทำให้ต้องใช้สารเคมี โดยเฉพาะสารปราบศัตรูพืชอย่างมากมายส่งผลให้ประเทศไทยต้องสูญเสียเงินตราต่างประเทศเพื่อนำเข้าปุ๋ยเคมีสารปราบศัตรูพืชเป็นจำนวนมากด้วย เหตุนี้จึงจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนวิธีทำการเกษตรแบบเกษตรเคมีเป็นการเกษตรผสมผสาน(ทฤษฎีใหม่)และพัฒนาไปสู่การเกษตรปลอดสารพิษเกษตร อินทรีย์(OrganicAgriculture)หรือเกษตรธรรมชาติในที่สุดทั้งนี้เพื่อเป็นการลดต้นทุนการผลิตหรือลดรายจ่ายเพื่อเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรพออยู่พอกิน ตามแนวความคิดเศรษฐกิจแบพอเพียงรวมทั้งลดการนำเข้ายาเวชภัณฑ์ปุ๋ยเคมีสารปราบศัตรูพืชเพื่อแก้ไขวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจของประเทศไทย นอกจากนั้นยังเป็นการปรับปรุงดินสภาพแวดล้อมให้กลับสู่สภาพเดิม อันเป็นการตอบแทนบุญคุณต่อแผ่นดินจังหวัดสุรินทร์ จะดำเนินการพัฒนาการ เกษตรของจังหวัดสุรินทร์ไปสู่เกษตรปลอดสารพิษและเกษตรอินทรีย์หรือเกษตรธรรมชาติโดยมีเป้าหมายให้ประชาชนมีสุขภาพดีถ้วนหน้าเพื่อถวาย เป็นพระราชกุศลเนื่องในวโรกาสมหามงคลที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระชนมายุ ครบ 6 รอบ โดยจังหวัดสุรินทร์จะร่วมมืออย่างใกล้ชิด กับองค์กรเอกชน ผู้นำภูมิปัญญาชาวบ้าน และจะดำเนินการเป็นระบบเครือข่าย กับจังหวัดในภาคอีสานอีก 8 จังหวัดเพื่อช่วยเหลือเกื้อกูลในเรื่อง ทรัพยากรที่มีอยู่ และแลกเปลี่ยนประสบการณ์ซึ่งกันและกัน
3. โครงการคนดีศรีเมืองสุรินทร์
          การดำเนินโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริเศรษฐกิจแบบพอเพียงเฉลิมพระเกียรติจังหวัดสุรินทร์จำเป็นต้องอาศัยต้นทุนการพัฒนาประการ หนึ่งคือ ผู้นำภูมิปัญญาชาวบ้าน ซึ่งเป็นบุคลากรของจังหวัดสุรินทร์ ที่ได้ทดลอง เรียนรู้ และสะสมประสบการณ์ในเรื่องเศรษฐกิจแบบพอเพียง และเศรษฐกิจชุมชนพึ่งตนเองมานานแล้วจนได้รับการยอมรับเป็นแบบอย่างของชุมชนและองค์กรพัฒนาต่าง ๆดังนั้นเพื่อเป็นการยกย่องเชิดชูเกียรติ ผู้นำภูมิปัญญาชาวบ้านที่ได้ทำคุณประโยชน์เป็นแบบอย่างที่ดีในเรื่องการพัฒนาจังหวัด จึงได้ดำเนินการโครงการคนดีศรีเมืองสุรินทร์เพื่อประกาศ เกียรติคุณและมอบโล่เป็นสัญลักษณ์แทนการขอบคุณของชาวสุรินทร์ ต่อผู้ทำคุณประโยชน์แก่แผ่นดินโดยเฉพาะจังหวัดสุรินทร์
รายชื่อคนดีศรีเมืองสุรินทร์ ประจำปี 2542
          1. พระครูพิพิธประชานาถ (หลวงพ่อนาน)
          2. นายทองอยู่ สุนทรชัย
          3. นายเกื้อ วงษ์บุญ
          4. นายเอียด ดีพูน
          5. นายสัมฤทธิ์ บุญสุข
          6. ร้อยเอกเสวย จ่านิกร
          7. นายเชียง ไชยดี

4. การป้องกันและปราบปรามยาเสพย์ติด
          สภาพทั่วไป ในปัจจุบันการแพร่ระบาดของยาเสพย์ติด ยังมีระดับการแพร่ระบาดในระดับเบาบาง มีการแพร่ระบาดแบบยาเสพย์ติดประเภท ยาบ้า และสารระเหย เป็นหลัก โดยมีกลุ่มเป้าหมายอยู่ในกลุ่มของนักเรียน นักศึกษา และวัยรุ่นประกอบกับพื้นที่ของจังหวัดมีอาณาเขตติดต่อกับราชอาณา จักรกัมพูชา และผู้ประกอบการค้ายาเสพย์ติด ได้มีการย้ายฐานการผลิตยาเสพย์ติดจากภาคเหนือลงมาตอนล่าง ทำให้สถานการณ์ของพื้นที่จังหวัด สุรินทร์อาจเป็นเส้นทางผ่านของการลำเลียงยาเสพย์ติด และอาจมีการแพร่ระบาดของยาเสพย์ติดมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งตามเส้นทางของอำเภอ ชายแดนและตามอำเภอที่มีทางหลวงแผ่นดินสายหลักผ่านไปยังกรุงเทพฯ เป็นต้นการดำเนินงานของศูนย์ป้องกันและปราบปรามยาเสพย์ติดจังหวัด สุรินทร์(ศ.ปส.จ.) ซึ่งได้จัดตั้งตามคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่141/2541 ลงวันที่ 19 สิงหาคม 2541 ซึ่งประกอบไปด้วย 4 ฝ่าย คือ ฝ่ายอำนวยการ ,   ฝ่ายป้องกัน,ฝ่ายปราบปราม และฝ่ายบำบัดรักษาและฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพย์ติดในปีงบประมาณปี2542ได้ดำเนินการโครงการด้านการป้องกัน ของหน่วยราชการต่าง ๆ และเน้นกลุ่มเป้าหมายไปยังสถานศึกษาต่าง ๆ ทุกแห่งในพื้นที่ของจังหวัด ทำให้เยาวชนและนักเรียนนักศึกษาได้รับทราบ พิษภัยของยาเสพย์ติด และวิธีการป้องกัน ไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับยาเสพย์ติด ผลการปราบปรามในช่วงปี 2542 (ตุลาคม 2541 - ตุลาคม 2542) สามารถจับ คุมผู้ต้องหาได้ทั้งสิ้น 1,459 คดี แยกเป็น กันชาแห้ง 65 คดี กัญชาสด 7 คดี พืชกระท่อม 1 คดี ยาบ้า 628 คดี และสารระเหย 768 คดีรวมผู้ต้องหาทั้งสิ้น 1,513คนและมีผู้ป่วยเข้ารับการบำบัดรักษาในสถานบริการสาธารณสุข ตั้งแต่เดือน ตุลาคม 2541 - เดือน กันยายน 2542 รวมทั้งสิ้น 80 ราย แยกเป็น เฮโรอีน18รายยาบ้า 30 ราย สารระเหย 22 ราย และกัญชา 10 ราย
5. ศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพอีสานใต้
          จังหวัดสุรินทร์ ได้ร่วมกับกองกำลังสุรนารี จัดตั้งศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพอีสานใต้ ขึ้นบริเวณถนนเลี่ยงเมือง อำเภอเมืองสุรินทร์ในเนื้อที่ 93 ไร่ เพื่อเป็นโครงการพระราชดำริในการให้ความช่วยเหลือราษฎรผู้ยากไร้ให้มีรายได้มีอาชีพและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นโดยจะทำการฝึกอาชีพให้กับราษฎร และเป็นแหล่งรวบรวมศิลปาชีพทางอีสานใต้ไว้ที่ศูนย์แห่งนี้ ภายในศูนย์จะประกอบด้วยอาคารศูนย์ศิลปาชีพ ศาลาศิลปาชีพประจำจังหวัด 8 จังหวัด อาคารศาลาทรงงาน อาคารศูนย์ฝึกและพัฒนาอาชีพของหน่วยงานที่ให้การสนับสนุน
6. โครงการทับทิมสยาม 04
             สมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี องค์ประธานสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ ทรงมีพระราชดำริที่จะฟื้นฟูศูนย์ควบคุม ผู้อพยพหลบหนีเข้าเมืองชาวกัมพูชา หรือ SITE B ที่ตั้งอยู่ในตำบลเทพรักษา ด้วยการพัฒนาสภาพแวดล้อมและคุณภาพชีวิตของประชาชนเพื่อเป็น จุดศูนย์กลางของการพัฒนา และขยายไปสู่หมู่บ้านป้องกันตนเองตามชายแดน เพื่อให้แนวชายแดนเกิดความมั่นคงถาวรที่สุด โดยกำหนดชื่อโครง การว่า"โครงการทับทิมสยาม 04 "โครงการทับทิมสยาม 04 ตั้งอยู่หมู่ที่ 10 ตำบลเทพรักษา อำเภอสังขะ อยู่ในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ ป่าห้วยสำราญ มีพื้นที่ทั้งสิ้น 2,457 ไร่ ดำเนินงานในลักษณะหมู่บ้านสหกรณ์ มีราษฎรร่วมโครงการ 100 ครอบครัวราษฎรที่ร่วมโครงการจะได้รับการสนับสนุน บ้านหนึ่งหลังในพื้นที่ 2 ไร่ พื้นที่ทำกินส่วนรวม ประมาณ 400 ไร่ และส่งเสริมให้ประกอบอาชีพเกษตร
7. โครงการพัฒนาหมู่บ้านช้าง
          จังหวัดสุรินทร์ ได้ดำเนินการพัฒนา หมู่บ้านช้างบ้านตากลาง ตำบลกระโพ อำเภอท่าตูม ให้เป็นมรดกทางวัฒนธรรมและเป็นแหล่งท่อง เที่ยวที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งของจังหวัดสุรินทร์ เนื่องจากหมู่บ้านแห่งนี้ มีชาวพื้นเมืองที่เรียกว่าส่วยหรือกูย ซึ่งเป็นผู้ที่มีความชำนาญในการจับ ช้างเลี้ยงช้างมาตั้งแต่บรรพบุรุษ โดยจังหวัดได้ร่วมกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สนับสนุนให้หมู่บ้านตากลาง และได้จัดตั้งศูนย์คชศึกษา จังหวัดสุรินทร์เพื่อให้เป็นแหล่งศึกษาค้นคว้า ความรู้เรื่องช้าง นักท่องเที่ยว หรือผู้สนใจสามารถชมภาพประวัติความเป็นมาของช้าง โครงกระดูก ของช้างชมเครื่องมือและอุปกรณ์จับช้าง ชมศาลาประกำที่บางสรวง และเก็บรักษาหนังประกำอันศักดิ์สิทธิ์ ณ ศูนย์คชศึกษาแห่งนี้
8. โครงการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว
          8.1 การร่วมมือกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ในการจัดกลุ่มจัดทำแหล่งท่องเที่ยวในกลุ่มจังหวัดนครราชสีมา - บุรีรัมย์ - สุรินทร์-ศรีสะเกษ- อุบลราชธานี ซึ่งเป็นกลุ่มจังหวัดที่มีแหล่งอารยธรรมขอมโบราณ ซึ่งเป็นที่น่าสนใจสำหรับกลุ่มนักท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม และประวัติศาสตร์ ในการนี้ ททท.ได้ร่วมกับกลุ่มธุรกิจท่องเที่ยว การบินไทย กลุ่มโรงแรม เพื่อจัดเป็นแพ็คเกจทัวร์นำเสนอต่อนักท่องเที่ยวต่างชาติ และโดยเฉพาะนักท่องเที่ยวชาวไทยตามนโยบาย "ไทยเที่ยวไทย" ของรัฐบาล
          8.2 การจัดการท่องเที่ยวในลักษณะ Home Stay หรือการพัฒนาหมู่บ้านท่องเที่ยว เนื่องจากจังหวัดสุรินทร์มีปราสาทขอมโบราณจำนวนมาก และจากการศึกษาของภาควิชาธรณีวิทยาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พบว่าจังหวัดสุรินทร์ มีแหล่งชุมชนโบราณจำนวน 92 หมู่บ้านซึ่งเป็นแหล่งทรัพ ยากรการท่องเที่ยวที่สำคัญ สามารถที่จะพัฒนาเป็นหมู่บ้านท่องเที่ยว ที่จะแสดงถึงความเป็นมาในอดีตของพื้นที่อันเป็นที่ตั้งของจังหวัดสุรินทร์ ได้ เป็นอย่างดีขณะนี้อยู่ในระหว่างการจัดกลุ่มหมู่บ้านท่องเที่ยวและการนำเสนอต่อนักท่องเที่ยวต่อไป